แนะนำวิธีเล่นกับผู้เล่นที่มักจะไม่ Bluff

“พวกเขามีมันเสมอ!” เป็นคำกล่าวที่ตัดพ้อแบบหัวเสียในเล่นโป๊กเกอร์ เพื่ออธิบายถึงผู้เล่นที่มีแนวโน้มที่มักจะไม่ Bluff เลย แบบกลายๆ ฟังดูคล้ายกับการที่ผู้เล่นที่ Passive มากๆ หันมาเล่นแบบ Aggressive แล้วมักจะไม่เชื่อว่าเขามีไพ่ที่แข็งแกร่งนั่นเอง

 

GTO vs ผู้เล่นที่มักจะไม่ Bluff

เราได้นำตัวอย่าง Range ในการเล่นที่ 60bb ระหว่างผู้เล่นตำแหน่ง UTG vs BTN แบบ Single-Raise Pot แล้วทำการทดลองโดยใช้ AI เลือกขนาด Bet size  ดังภาพด้านล่างโดยมีไพ่ที่ Flop คือ K♥J♦2♣

 

 

จากภาพแสดงโอกาสที่ผู้เล่นทั้งสองจะนำไพ่มาเล่นโดยส่วนใหญ่จากตำแหน่งในการเล่น

ซึ่งในการเล่นที่ Flop ผู้เล่นตำแหน่ง UTG เลือกที่จะ Bet ออกมาด้วยความถี่ 67% และขนาด Bet Size ที่ 39% ของขนาด Pot และ ผู้เล่นตำแหน่ง BTN สามารถเลือกที่จะตอบสนองการเล่นดังกล่างดังภาพด้านล่าง

 

 

จากภาพเรามาทำการวิเคราะห์พบว่ามีไพ่ในกลุ่มที่จะนำมาใช้ Raise ใน Range อยู่ 10% โดยส่วนใหญ่คือไพ่ที่ดีกว่า Top-Pair ขึ้นไป และ Semi-Bluff เช่น QTs ที่เป็น Open-End Straight Draw , ไพ่ เช่น T♦9♦ ที่มีลุ้น Gut-Shot และ Backdoor Straight Draw,ไพ่ A♦5♦ที่มีลุ้น Backdoor Straight + Flush + A ที่เป็น Over-Card ,ไพ่ 44 และ 33 ที่นำมาใช้ Bluff ที่สามารถได้ Value จากไพ่ที่อยู่ในกลุ่ม Draw ของ UTG ซึ่งจะทำให้เกิดความยากลำบากที่จะเอามา Callโดยขนาดที่ใช้ในการ Bet อยู่ 56% ของ Pot

 

แต่!

หากเราเชื่อว่า ผู้เล่น UTG นั้นเป็นผู้เล่นประเภทที่มักจะไม่ Bluff ในการเล่น ทำให้เราควรเลือกที่จะ Call มากกว่าที่จะ Raise กลับไป เราทำการ ตั้งค่า Solver โดยการเลือกใช้ Feature ที่เรียกว่า Node locking ที่เลือก Option ตัดไพ่ที่จะ Raise กลับไปด้วยไพ่ที่เป็น Semi-Bluff ทิ้งไป ดังภาพด้านล่าง

 

 

 

จะเห็นว่าเรามีเปอร์เซ็นต์ที่จะเล่นต่อที่เกือบจะเท่ากันกับในตัวอย่างแรกที่ใช้เล่นกับผู้เล่นทั่วไป อย่างไรก็ตาม ไพ่ทั้งหมดที่เราจัดอยู่ในประเภท Bluff หรือ Semi-Bluff โดยการ Re-Raise นั้นถูกกำหนดให้เปลี่ยนไป Call แทน ซึ่งในทางปฏิบัติถ้าเราคิดว่าคู่ต่อสู้ของเราไม่ Bluff จึงคาดได้ว่าเขานั้นจะไม่ Bet ออกมาที่ Flop นี้ด้วย Pocket pair ขนาดเล็ก,  Ace-high , J9 ซึ่งเป็นเพียง Middle-Pair ,ไพ่ที่มี Kicker แย่ๆ ไพ่ที่เขานำมา Bet ส่วนใหญ่จะเป็น ไพ่ที่มี Value ใน Range ของเขาเท่านั้น

 

ตัวอย่างที่นำมาใช้ในบทความนี้เกิดจากการนำปัญหาที่เราต้องพบนั่นก็คือผู้เล่นที่มักจะไม่ Bluff โดยนำการทดลองซ้ำๆ ในโปรแกรมทำให้ทราบถึงพฤติกรรมที่ถูกต้อง

 

เล่นด้วยความดุดัน ( Aggressive เพิ่มขึ้น)

เมื่อเราพบว่าผู้เล่นที่มักจะไม่ Bluff นั้น โดยส่วนใหญ่ มักจะมี Range ในการเล่นที่แข็งแกร่ง ดังนั้น Range ที่คุณนำมาเล่นกับเขาเหล่านั้น ต้องมีความ แข็งแกร่งมากกว่า

 

 

จากตัวอย่างดังภาพ ในกรณีที่ผู้เล่นที่มักจะไม่ Bluff Open Raise จากตำแหน่ง BTN เราจะมีการตอบสนองดังภาพ โดยแบ่งเป็นด้านขวาคือ Range ที่ GTO แนะนำให้เล่น โดยเลือกที่จะ Fold ที่ 40% แต่เราควรเล่นด้วย Rangeที่แข็งแกร่งกว่าเขาตาม Range ในด้านซ้าย ที่เลือกหมอบไพ่ถึง 82% ใน Range โดยทิ้งไพ่ที่อยู่ในกลุ่ม Bluff Cather ไป (เนื่องจากเขาไม่มี Bluff ให้เรา Catch 🙂

 

จะเห็นได้ว่าภาพทางด้านซ้ายเลือกที่จะหมอบไพ่ QQ ,TT ,Ako ,Axs ในหลายๆใบ ฯลฯ ทำไม?

เล่นด้ายไพ่ที่มีโอกาสพัฒนาเป็น Nut

คือคำตอบว่า ทำไมถึงเลือก QTs แล้ว Fold QQ  ก็เนื่องจาก  ประการแรก การเล่นกับผู้เล่นที่มักจะไม่ Bluff เราต้องการไพ่ที่สามารถพัฒนา ไปเป็นไพ่ที่แข็งแกร่งที่สุดได้ บนบอร์ด K♥J♦2♣

 

 

ประการที่สอง ในเรื่อง Implied odd ไพ่ในตัวอย่างสามารถนำไปเล่นแล้วคุ้มค่า

 

หยุด Raise หรือ Raise ให้น้อยลง

เรามีข้อมูลของผู้เล่นในประเภทนี้ว่า เขาจะเลือกไพ่ที่แข็งแกร่งมาเล่นดังนั้น เขาจะ Value Bet ในการเล่นรอบต่อๆ ไป สิ่งที่เราควรทำก็คือ Call ไม่ใช่ การ Raise เพราะเขาไม่มีทางหมอบไพ่ที่แข็งแกร่งของเขา (เราไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการ Raise) และ เปิดไพ่ต่อไปด้วยราคาที่ถูกที่สุดดีกว่า

 

เมื่อใดก็ตามที่คุณต้องเผชิญหน้ากับผู้เล่นประเภทที่มักจะไม่ Bluff การเล่นของเขานั้นคาดเดาง่าย และเป็นแผนการเล่นที่ไม่ Balance นั่นหมายความว่าแผนการเล่นที่คุณนำมาใช้ก็ต้องเป็นการเล่นที่ไม่ Balance ด้วย เมื่อเขาเล่นด้วยความดุดัน ไม่มีความจำเป็นใดๆที่คุณจะต้องไป Call ทิ้งไพ่ Bluff Catcher ของคุณ แล้วเลือกเฉพาะไพ่ที่แข็งแกร่ง สร้าง Value จากข้อผิดพลาดของเขา

Share to . . .

บทความน่าสนใจ