แผนการเล่นที่ Turn

ทำไมแผนการเล่นที่ Turn จึงมีความแตกต่างที่เฉพาะตัว

มีรายละเอียดที่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างการเล่นในรอบอื่น (Pre-Flop, Flop, River) ก็คือ

  1. ไพ่จะยังคงสถานะของความแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าการเล่นที่ Flop หมายความว่า หากไพ่คุณเป็นไพ่ที่มีความแข็งแกร่งบน Flop โดยส่วนใหญ่ ที่ Turn ก็จะยังคงแข็งแกร่งอยู่ หรือแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น ขณะที่หากไพ่ของคุณอ่อนแอต้องรอลุ้นมาเล่นที่ Turn ไพ่ของคุณโดยส่วนใหญ่ก็จะยังคงอ่อนแอ และโอกาสในการพัฒนาให้แข็งแกร่งก็จะยิ่งลดน้อยลง
  2. ไพ่จะเปลี่ยนสถานะความแข็งแกร่งได้มากกว่าในการเล่นรอบต่อไปที่ River ที่เหลือไพ่อีกใบเดียวที่จะเปิด ที่ Turn ยังมีโอกาสที่ความแข็งแกร่งของไพ่จะเปลี่ยนแปลงได้ และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใดๆได้ในการเล่นที่ River
  3. เป็นการเล่นที่จะกำหนด SPR เมื่อการเล่นต่อเนื่องจากการเล่นที่ Flop ที่มีการ C-bet ,3-Bet ต่อเนื่องมา โดยส่วนใหญ่การเล่นที Turn จะเริ่มใช้ความกดดันจาก Action Bet หรือ Raise เพื่อวางแผน All-in ที่ River รวมถึงกดดันด้วยการ Bluff
  4. เป็นโอกาสสุดท้ายที่ต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ผู้เล่นที่เลือกจะ Slow-Play (Check-Check ในการเล่นที่ Flop) จะตัดสินใจสุดท้ายว่าจะ Bet หรือ Slow-Play ต่อไป เนื่องจากเหลือการเล่นอีกครั้งเดียวที่ River

 

ทำไมการเล่นที่ Turn จึงแตกต่างจากการเล่นที่ Flop

ผู้เล่นทั่วไปมักจะมีปัญหาในการเล่นที่ Turn เนื่องจากพวกเขานั้นมักจะนำความรู้และแผนการเล่นที่ Flop มาใช้ ที่ Turn ด้วย ซึ่งในความเป็นจริง แผนการเล่นของทั้งสอง Street นั้นแตกต่างกันมาก แต่การศึกษาการเล่นที่ Turn นั้นสามารถทำได้ง่ายกว่า เนื่องจากสถานการณ์การเล่นที่ Turn นั้นลดความซับซ้อนลงมาก

 

ด้วยการเริ่มศึกษาจากตัวอย่าง บน Flop K♠ 8♥ 4♦ ระหว่างผู้เล่นตำแหน่ง UTG  กับผู้เล่นตำแหน่ง BB มีชิปหน้าตัก 100bb

 

สำหรับบอร์ดนี้โดยส่วนใหญ่ผู้เล่นตำแหน่ง UTG เลือกที่จะ C-Bet ที่ขนาด 33% หรือ 50% โดยส่วนใหญ่ของทั้ง Range

 

เมื่อผู้เล่นตำแหน่ง BB สามารถ Call การ Bet ที่ Flop ได้แผนการเล่นที่ Turn ของ UTG นั้นจะเปลี่ยนไปทันที โดยจะ Check-Back โดยส่วนใหญ่ แต่หากเลือกที่จะ Bet ต่อ ขนาดที่ใช้นั้นจะเป็น Over-Bet แทบทั้งหมด

 

 

โดยรายละเอียดของไพ่ที่ Turn สามารถตรวจสอบจากภาพด้านล่างนี้

 

 

ในการเล่นที่ Flop ผู้เล่นตำแหน่ง UTG เลือกที่จะใช้ความได้เปรียบจาก Range-Advantage ด้วยการ Range-Bet ด้วยขนาด เล็กๆ ซึ่งประกอบไปด้วยไพ่ที่แข็งแกร่ง และแย่ๆ โดยไม่ต้องกังวลใดๆ หรือพร้อมที่จะ Call การ Check-Raise ของผู้เล่นตำแหน่ง BB ได้หากจำเป็น เนื่องจากเหลือการเล่นอีกถึงสองรอบ (Turn, River) แผนการเล่นจะเปลี่ยนแปลงไปในการเล่นที่ Turn เมื่อผู้เล่นตำแหน่ง BB สามารถ Call ได้ ทำให้ Range-Advantage ของ UTG นั้นลดลง ทำให้ไพ่ที่ไม่แข็งแกร่งของผู้เล่นตำแหน่ง UTG ไม่สามารถ (หรือ ไม่ต้องการ)  Bet เพื่อสร้าง Pot อีกต่อไป ส่วนไพ่ที่แข็งแกร่งของ ผู้เล่นตำแหน่ง UTG นั้นก็ยังเล่นอย่าง Aggressive ได้ต่อไป  (ด้วยการ Bet ใหญ่ จนถึง Over-Betโดยเหลือไพ่ที่ต้องเสี่ยงอีกเพียงใบเดียวในรอบ River

ตัวอย่างข้างต้นเป็นกรณีที่ Flop เปิดออกมาเข้าทาง ผู้เล่น UTG จะเป็นอย่างไรหากเราเปลี่ยน ไพ่ที่ Flop ใหม่ให้เข้าทาง Range ของ ผู้เล่นตำแหน่ง BB โดย Flop เปิดออกมาเป็น 9♠ 8♠ 6♥

 

 

ที่ Flop นี้ Solver แนะนำผู้เล่นตำแหน่ง UTG โดยส่วนใหญ่เลือกที่จะ Check และ Bet ออกมาที่ขนาดเล็ก

และแผนการเล่นที่ Turn โดยส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับว่าไพ่ที่เปิดออกมานั้นคืออะไร เนื่องจาก Flop นี้เป็น Flop Connect กันมาก มีทั้ง 2Pair,Straight Draw ,Flush Draw ฯลฯ

 

แผนการเล่นที่ Turn จะใช้ความถี่ที่ลดลง (Bet น้อยลง) แต่เพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้น เพื่อ Polarize Range ของเรา จากภาพจะเห็นว่า ไพ่ Turn ที่แย่ที่สุด คือ 7 ที่สามารถ Complete Straight ได้ ทำให้ ผู้เล่น UTG ไม่มีความได้เปรียบใดๆ ในเรื่อง Nut และ Range Advantage ใดๆ บนบอร์ดนี้เลย

 

จะเห็นได้ว่าแผนการเล่นที่ Turn จะค่อนข้างเป็นการเล่นที่ตรงไป-ตรงมา มากกว่าการเล่นที่ Flop เมื่อ Pot มีขนาดใหญ่ขึ้นและการเล่นในรอบต่อไปเหลือน้อยลง (เหลือโอกาสให้เล่นอีกครั้งเดียวที่ River)  ทำให้การเล่นที่ Turn จึงเป็นไปในลักษณะ

  1. ไพ่ที่มีความแข็งแกร่งปานกลาง มักจะเลือกที่จะ Check หรือ Call เพื่อไปเล่นที่ River จนถึง Showdown ให้ถูกที่สุด
  2. ไพ่ที่แข็งแกร่งมาก เลือกที่จะ Bet, Raise หรือ Re-raise เพื่อสร้าง Pot ให้ใหญ่ และแน่นอนว่าไพ่ส่วนใหญ่ที่อ่อนแอในประเภท Bluff มักจะ Bluff ใหญ่จนให้ Call ไม่ได้หรือ หยุด Bluff ยอมแพ้ที่ตรงนี้
  3. ไพ่ประเภท Draw จะมีการตัดสินใจที่ยากลำบาก เนื่องจากเหลือ Equity ไม่มากแล้วในการเล่นที่ River

Share to . . .

บทความน่าสนใจ