รวมเคล็ดลับเพิ่มชัยชนะในเกมโป๊กเกอร์

ในบทความนี้คุณจะได้เรียนรู้การเล่นที่ทรงประสิทธิภาพจากนักโป๊กเกอร์ในระดับโลกที่ใช้เป็นเคล็ดลับมาหลายปี

 

นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า “Weak Lead”  มันคือการที่ผู้เล่นเลือกที่จะ Bet (นำออกไป) เมื่อเขานั้นไม่ได้เป็นคนที่ Aggressive ที่ Flop โดยการ C-bet คุณคงคิดว่า “นี่คือการ Donk-Bet ใช่ไหม” คำตอบก็คือ ใช่ !

Donk-Bet, Probe-Bet, มือนำที่อ่อนแอในบทความนี้เราขอเรียกว่า Weak-Lead


ในอดีตที่ผ่านมาอย่างยาวนาน Weak-Lead คือสถานการณ์ที่ผู้เล่นใหม่ หรือผู้เล่นที่ไม่มีประสบการณ์นิยมนำมาใช้ในการเล่นของเขา (ซึ่งสามารถจัดการ หรือเดาทางได้อย่างง่ายดาย) อย่างไรก็ตาม Poker มีการพัฒนาวิธีการเล่นใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา จึงมีการเรียนรู้ว่า Weak-Lead เมื่อใช้อย่างมีหลักการ และถูกต้อง ในบางสถานการณ์นั้นสามารถทำให้เกิดชัยชนะ และผลกำไรที่มากขึ้นกว่าเดิมได้

 

เรามีหัวข้อที่จะนำมาศึกษาในวันนี้

  • อะไรคือความหมายของ  “Weak-Lead”
  • “Weak-Lead” มีการทำงานอย่างไร
  • เมื่อใดที่ควรเลือกนำมาใช้
  • แผนการเล่นเมื่อต้องพบกับการ Raise

 

อย่างไรก็ตาม Weak-Lead นั้นสามารถใช้ได้ในการเล่น Cash Game และ Tournament แต่ ประสิทธิภาพ ในการใช้งานจะเห็นได้ชัดในการเล่น Tournament จึงขอนำการเล่นในระบบ Tournament  มาเป็นตัวอย่างในบทความของเราในวันนี้

 

What is the Weak Lead? อะไรคือความหมายของ “Weak Lead”

มันหมายถึงการเล่นของคุณเมื่อคุณ Bet ออกมาที่ Turn หลังจากการแสดงความอ่อนแอด้วยการ Check และ Call จากตำแหน่ง Out-Of-Position ในการเล่นที่ Flop ในรอบที่แล้ว (กล่าวง่ายๆ ก็คือ คุณ Passive ที Flop แล้ว มา Aggressive ที่ Turn แบบ Out-Of-Position) ส่วนใหญ่มันเป็นการเล่น Head-Up แบบ Single-Raise Pot

(ปกติมักจะเป็นการที่คุณอยู่ที่ Big Blind แล้วเลือกที่จะ Call Raise เพื่อ Defend)

ทำไมถึงต้องอธิบายการเล่นอย่างละเอียด ?
เนื่องจาก Weak Lead นั้นไม่เหมาะสม หรือไม่ควรนำมาพิจารณาเล่นในการเล่นแบบ Multiway หรือ 3-Bet Pot

 

คุณควรพิจารณาใช้ Weak lead เมื่อไพ่ ที่ Flop เปิดออกมาเป็นไพ่กลางๆ ถึงต่ำ และ ไพ่ที่ Turn เปิดออกมามีไพ่ใบเดียวกับ Flop (Pair ไพ่บนบอร์ด)

ตัวอย่างเช่น Flop เปิดออกมา เป็น 964 และไพ่ที่ Turn เปิดออกมาเป็น 6 หรือ 4

เมื่อใดก็ตามที่เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นคุณสามารถสร้างกำไรจากการเล่นด้วยการ Bet ออกไป ด้วยขนาดที่ใหญ่ (หรือบางครั้ง All-in) ด้วย Rangeที่ได้เปรียบของคุณ

 

“Weak-Lead” มีการทำงานอย่างไร

“Weak-Lead” สร้างความได้เปรียบจากการมองการเล่นที่ส่วนใหญ่คู่ต่อสู้ของคุณจะยังไม่ติดอะไรและมักเลือกที่จะ Check-Back จากไพ่บนบอร์ดต่ำ และ Pair-Board เนื่องจาก Range ของคุณในฐานะ Caller นั้นมีโอกาสที่จะถือ ไพ่ที่ Connect กับ Board โดยจะเป็นไพ่ที่ติด Bottom/Middle Pairs รวมถึงอาจติด Trips แล้วได้

 

นอกจากนี้ด้วยการเล่นนี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการเล่นจาก Nut Advantage และ Deny Equity อีกด้วย

 

การเลือกที่จะ Bet ที่จุดนี้ด้วยไพ่ใน Range ของคุณในบางครั้งอาจรู้สึกแปลกๆ แต่มันนำไปสู่การแผนการเล่นที่จะสร้างกำไรให้มากขึ้น เมื่อพิจารณา Range ของคุณที่เสียเปรียบตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะบาง Hand ใน Range ที่แย่ๆ ดังนั้นการเสียชิปบางส่วนเพื่อเพิ่ม EV ให้กับไพ่เหล่านั้นจึงเป็นอะไรที่ยอมรับได้

 

Weak-Lead นั้นทำงานได้ยอดเยี่ยมคล้ายกับการที่คุณมีสูตรลับในการเล่นเกมโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณไม่เคยนำการเล่นนี้ไปใช้ในการเล่นของคุณเลย นั่นจะทำให้คู่ต่อสู้ของคุณไม่สามารถ ตัดสินใจได้ว่าจะทำอย่างไร หรือรับมือกับการเล่นนี้ได้อย่างถูกต้อง

 

ส่วนขนาดที่ใช้นั้นขึ้นอยู่กับทิศทางของบอร์ด (Board Texture), ที่ Flop ว่ามีการ C-bet ที่เท่าไหร่ , ที่ Pot มีขนาดเท่าไหร่ และสุดท้ายคือตำแหน่งและ Rangeของคู่ต่อสู้

 

โดยส่วนใหญ่กลยุทธ์พื้นฐานของ Weak-Lead มีคำแนะนำตาม Solver ให้ Bet ที่ขนาดเล็ก ประมาณ 25% Pot ด้วยความถี่ 75%

 

เมื่อใดที่ควรเลือกนำมาใช้

มีสามตัวแปรที่ควรมองหาเพื่อเป็นปัจจัยว่าควรจะเลือกใช้หรือไม่

 

1.ในกรณีที่คุณต่อสู้ของคุณมักจะBet ที่ Flopด้วย Middle/Bottom Pair ที่เขาอาจจะติด Trips ที่ Turn ได้

ในการเล่น Tournament ที่ผู้เล่นส่วนใหญ่ มักจะ C-bet เล็กๆ ด้วยไพ่กว้างๆ ที่ Flop  ดังนั้นคุณควรที่จะระมัดระวังโดยการ check ที่ Turn นั่นหมายความว่าถ้าคู่ต่อสู้ไม่ได้มีโอกาสที่จะมีไพ่ดังกล่าว คุณก็ไม่จำเป็นต้องมีความกังวล ยกตัวอย่างเช่น ในการเล่น 9 คนที่คู่ต่อสู้ของคุณอยู่ที่ตำแหน่ง UTG  และบอร์ดเปิดออกมาเป็น T944 จึงเป็นการยากที่คู่ต่อสู้ของคุณจะมีไพ่ที่เกี่ยวข้องกับ 4 เช่น K4,Q4,54 ต่างจากตำแหน่ง Big Blind ที่คุณอยู่ คุณมีโอกาสที่จะมี 4 ได้สูง การใช้กลยุทธ์นี้จึงสามารถประสบความสำเร็จได้มากกว่า

 

2. เมื่อ Range ไพ่ Offsuit (ไพ่ที่ต่างสีกัน) ของคุณ มีไพ่ที่มีโอกาสน้อยที่จะติด Trips ที่ Turn

พิจารณาจากโอกาสที่คุณจะสามารถติด Trips ได้ที่ Turn นั้นส่วนใหญ่เกิดจากไพ่สีเดียวกันแทบทั้งสิ้น ดังนั้นการ Weak-Lead ใน Range ที่แคบจึงดูเหมาะสมกับการเล่นตาม Theory แต่ มันเป็นการยากที่จะ Balance และเพิ่ม EV จนคุ้มค่าได้

 

3. เมื่อคุณคิดว่าคู่ต่อสู้ของคุณจะยิงซ้ำที่ Turn แน่นอน (Double Barrel)

โดยปกติคู่ต่อสู้มักเลือกที่จะไม่ Bet ที่ Turn บ่อยนัก เมื่อไพ่ที่เปิดออกมานั้นเข้าทาง Range ของคุณ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ทำ! ถ้าเขานั้นมักจะ Bet ที่ Turn บ่อยมากๆ คุณควรเลือกที่จะ Check แล้วเลือกที่จะเล่น Check-Raise กลับไปด้วย Range ที่เหนือกว่า

การเล่นนี้จะเกิดขึ้นได้บ่อยมาก โดยเฉพาะกับผู้เล่นที่ ไม่มีประสบการณ์ เมื่อเขาเหล่านั้นมักจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับไพ่ บนบอร์ดว่ามันสร้างความแข็งแกร่งให้กับไพ่ใน Range ของคุณมากแค่ไหน

 

แผนการเมื่อต้องพบกับการ Raise ?

มันเป็นเหตุการณ์ที่พบได้ไม่บ่อยนักหากคุณถูก Raise กลับมาเมื่อไพ่บนบอร์ดนั้น เข้าทาง Range ของคุณ แต่หากมันเกิดขึ้นก็เนื่องจากผู้เล่นเหล่านั้นไม่ได้มีการอ่านเกมที่ดีนัก

ดังนั้นเราจึงมาลองหาการเล่นที่ดีจากการ Raise ของเขาโดยใช้ตัวอย่าง จาก ไพ่ 9646 บนบอร์ด

  • Re-raise เมื่อคุณมีไพ่ที่ดี และไม่ได้ไป Block ไพ่ที่ดีของเขาที่เลือกจะRaise ใน Range ของเขา เช่น A6 หรือ 44
  • Call ด้วยไพ่ Trips ที่ไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก และ ไม่ได้ไป Block ไพ่ที่ดีของเขาที่เลือกจะRaise ใน Range  เช่น 65 หรือ 96
  • Call ด้วยไพ่ ที่ดี อย่างเช่น ติดคู่ใดบนบอร์ด และ พร้อมที่จะติดอะไรเพิ่มเติม Strong draw 
  • Fold ไพ่จำพวก Ahigh และ ไพ่ที่แย่ๆใน Range ของคุณ

 

สุดท้ายนี้เรามีแบบฝึกหัดเล็กๆ ให้คุณลองทำความเข้าใจ

การมีกลยุทธ์ที่หลากหลายในการเล่นนั่นช่วยให้การเล่นโป๊กเกอร์ของคุณสามารถประสบความสำเร็จหนึ่งในนั้นก็คือแนวคิดในการเลือก Bet หรือ Raise (Aggressive) ออกไปหลังจากที่มองเห็นโอกาสนั้นได้รับการยอมรับ และวิเคราะห์จาก Solver แล้วว่าถูกต้องได้ถูกนำมาใช้ในผู้เล่นระดับโลกมากมาย

 

การเลือกนำมาใช้นั้นไม่ได้จำกัดแค่ว่าไพ่ที่เปิดมานั้นต้องเป็นไพ่ที่คู่กับไพ่ที่เปิดมาแล้วที่ Flop เท่านั้น มันสามารถถูกนำมาใช้งานได้หากไพ่นั้นยังคงเข้าทาง Range ของคุณที่เป็น Caller มากกว่าคู่ต่อสู้

 

ตัวอย่างในการใช้งานเพิ่มเติม

เริ่มจากการที่คุณได้เล่นที่ตำแหน่ง Big-Blind เลือกที่จะ Check และ Call  คู่ต่อสู้ ที่ตำแหน่ง UTG ที่ Flop 8♦ 7♣ 2♠  ซึ่งจะเห็นได้ว่าใน Range ของคุณที่ตำแหน่ง Big-Blind นั้น แข็งแกร่งมากจากโอกาสที่สามารถจะมีไพ่ได้ทั้ง 2pair ,Straight ซึ่งคู่ต่อสู้ไม่มี (UTG จะไม่มีไพ่ 64s,96s,78o,75s/75o ฯลฯ) ซึ่งจะทำให้คุณสามารถสร้างโอกาสในการเป็นมือนำด้วยการ Weak-Lead จากการได้เปรียบที่จุดนี้


Share to