หนึ่งใน Leak ที่พบได้บ่อยทั้งในผู้เล่นมือสมัครเล่นและระดับมืออาชีพ คือการเล่นในสถานการณ์ Blind vs Blind
หลายคนมองว่าสถานการณ์นี้เกิดไม่บ่อย จึงไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก แต่ในความเป็นจริง Blind vs Blind เกิดขึ้นถี่กว่าที่คิด และเป็น Spot ที่สามารถสร้างความได้เปรียบได้มหาศาล หากเข้าใจอย่างถูกต้อง
บทความนี้จะพาไปเจาะลึก 5 แนวทางสำคัญ ที่จะช่วยให้คุณเล่น Blind vs Blind ได้เฉียบคมขึ้นทั้ง Preflop และ Postflop
มุมมองเบื้องต้น: ควรเล่นหรือ Chop ดี?
ในเกมไลฟ์ระดับสเตคต่ำ หลายโต๊ะนิยม “Chop Blinds” เพื่อลดค่า Rake ซึ่งอาจสูงถึงระดับที่กินกำไรระยะยาวได้
แต่ในเกมสเตคสูง หรือโต๊ะที่ Rake ต่ำการเลือกเล่น Blind vs Blind คือโอกาสในการสร้าง Edge เพราะสถานการณ์นี้มักกลายเป็น “Range vs Range Battle” ที่เปิดกว้างกว่าปกติ
1) เล่น Range ให้กว้างตั้งแต่ Preflop
หลักการสำคัญที่สุดของ Blind vs Blind คือ:
Range ต้องกว้างกว่าสถานการณ์อื่น
ฝั่ง Small Blind
- ควร Open แฮนด์ในสัดส่วนที่สูงมาก (ประมาณ 45–50%)
- เพราะเหลือคู่ต่อสู้เพียงคนเดียว
- และ Big Blind มักจะ Fold มากเกินไปในทางปฏิบัติ
ฝั่ง Big Blind
- ควร Defend แฮนด์ประมาณ 70% (หรือมากกว่าในบางกรณี)
- ด้วยเหตุผลหลัก 3 ข้อ:
- Small Blind เปิดกว้าง
- คุณลงทุน Blind ไปแล้ว ทำให้ Pot Odds ดี
- คุณจะได้เล่น Postflop โดยมี Position
นอกจากนี้ การ 3-Bet ควรปรับตามคู่ต่อสู้:
- ใช้ Polarized Range กับผู้เล่นที่ Fold เยอะ
- ใช้ Linear Range กับผู้เล่นที่ Call 3-Bet บ่อย
2) ป้องกัน Postflop ให้กว้างกว่าปกติ
เมื่อ Range Preflop กว้าง
Range Postflop ก็จะกว้างตาม
ผลลัพธ์คือ:
- Overpair จะมีน้อยลง
- Top Pair ไม่ได้แข็งเท่าปกติ แต่ยังถือว่า “ดีมาก” ใน Spot นี้
สิ่งที่ต้องปรับ:
- Call C-Bet ให้กว้างขึ้น
- ใช้แฮนด์อย่าง Bottom Pair หรือ Ace-High ป้องกันได้
- เล่น Backdoor Draw อย่าง Aggressive มากขึ้น
ตัวอย่างแนวคิด
ใน Spot ปกติ แฮนด์อย่าง 2nd Pair อาจต้อง Fold แต่ใน Blind vs Blind การ Fold อาจทำให้คุณถูก Exploit ได้ ดังนั้น คุณต้อง “ยอมป้องกันให้กว้างขึ้น” เพื่อรักษาสมดุลของ Range
3) ป้องกัน Range ที่ Check ด้วยแฮนด์แข็งบางส่วน
หนึ่งในความผิดพลาดที่พบบ่อยคือ: Check แล้ว Range อ่อนทั้งหมด
ถ้าเกิดแบบนี้ คู่ต่อสู้จะสามารถ Bluff ใส่คุณได้ตลอด
วิธีแก้:
เมื่อคุณ Check (โดยเฉพาะ OOP) คุณต้องใส่แฮนด์ที่ “พอสู้ได้” เข้าไปด้วย เช่น:
- Top Pair Kicker อ่อน
- Pocket Pair ระดับกลาง
- Set บางส่วน
เหตุผลคือ:
- ป้องกันไม่ให้ Range ถูกโจมตีง่าย
- ทำให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถ Bluff ได้แบบไร้ความเสี่ยง
ฝั่ง In Position ก็เช่นกัน ควร Check Back แฮนด์บางส่วน เพื่อป้องกันการโดน Probe และ Barrel ใน Street ถัดไป
4) ใช้ C-Bet Size เล็กเป็น Default
ใน Blind vs Blind
หนึ่งในกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพคือการใช้ C-Bet ขนาดเล็ก (~33%)
ข้อดีของการ Bet เล็ก:
- กดดันแฮนด์กลางของคู่ต่อสู้
- เปิดโอกาสให้ Bet ได้ถี่ขึ้น
- ใช้ Range แบบ Merge ได้ดี
เนื่องจาก Equity ของทั้งสองฝั่ง “ใกล้กันมาก”
การใช้ Size เล็กช่วยให้คุณ:
- Deny Equity
- ควบคุมพอต
- และยังคงรักษาความยืดหยุ่นใน Street ถัดไป
โดยเฉพาะกับ Recreational Player ที่มัก Fold มากเกินไป กลยุทธ์นี้จะยิ่งทำงานได้ดี
5) Simplify Strategy ได้ (ไม่จำเป็นต้อง GTO เป๊ะ)
ในทางทฤษฎี การเล่นแบบ GTO ต้องใช้ Range ซับซ้อนมากซึ่งยากต่อการทำได้จริงในเกม
ดังนั้น ทางเลือกที่ดีคือ:
ใช้ “Simplified Strategy”
ตัวอย่างเช่น:
- บางบอร์ด → Bet 100%
- บางบอร์ด → Check 100%
แนวทางง่าย ๆ:
- บอร์ด High (เช่น 9-high ขึ้นไป) → Bet บ่อย
- บอร์ดต่ำ หรือ Monotone → Check บ่อย
คุณสามารถปรับเพิ่มเติมแบบ Exploit ได้ เช่น:
- Bet 100% บนบอร์ดที่คู่ต่อสู้ Fold เยอะ
- เพิ่มความ Aggressive ใน Spot ที่เขาป้องกันไม่ดี
สิ่งสำคัญคือ:
ความเรียบง่ายที่ “ถูกหลัก” ดีกว่าความซับซ้อนที่ใช้ไม่เป็น
บทสรุป
Blind vs Blind คือหนึ่งใน Spot ที่ให้ Edge สูงแต่ก็มาพร้อมกับความซับซ้อน
หากสรุปทั้งหมดให้สั้นที่สุด:
ใช้ Range ที่กว้าง และเล่นเชิงรุกให้มากขึ้น
เมื่อคุณเข้าใจว่า Range ทั้งสองฝั่งกว้างกว่าปกติ
คุณจะสามารถ:
- ป้องกันได้ดีขึ้น
- Bluff ได้แม่นขึ้น
- และสร้าง EV ได้มากขึ้น
การพัฒนาเกมใน Blind vs Blind จะส่งผลโดยตรงต่อ Win Rate ของคุณในระยะยาว
และในโลกของทัวร์นาเมนต์Edge เล็ก ๆ แบบนี้คือสิ่งที่ทำให้คุณไปไกลกว่าคนอื่น











