10 เคล็ดลับอัปสกิล ให้คม และทำกำไรในระยะยาว

10 เคล็ดลับอัปสกิล เล่นยังไงให้ "คม" และ "กำไร" ในระยะยาว

การชนะแค่แฮนด์เดียวไม่ได้ทำให้คุณรวย แต่การตัดสินใจที่ถูกต้องซ้ำๆ จะทำให้คุณเป็นผู้ชนะที่แท้จริง วันนี้เเราคัดเอา 10 เทคนิคเน้นๆ ที่จะช่วยอุดรอยรั่วและเพิ่มความคมให้กับเกมของคุณ

 

#1 เล่นแฮนด์ให้น้อย แต่เล่นให้ดุดัน (Play Tight-Aggressive)

ในโลกของ poker ต่อให้คุณเก่งแค่ไหน แต่ Range ไพ่ที่คุณเล่นได้นั้นมีจำกัด การพยายามฝืนเล่น Hand ที่มากเกินไป อาจนำไปสู่การถูกล้างพอร์ตได้

ดังนั้นเราควรเลือกเล่นเฉพาะไพ่ที่แข็งแรง หรือไพ่ที่มีศักยภาพ แต่เมื่อตัดสินใจเล่นแล้ว ต้องเล่นให้ดุดัน การ Raise จะทำให้คู่แข่งอ่านไม่ออกว่าคุณมี AA หรือแค่ 76s ซึ่งความลึกลับนี้แหละคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด

 

#2 อย่าเป็นคนแรกที่ Limp

การ Limp (แค่ Call ตาม Big Blind) เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมือใหม่ เนื่องจาก
– คุณเสียโอกาสชนะพอททันที
– คุณให้โอกาสคนข้างหลังเข้ามาแชร์พอทได้ในราคาถูก จนแฮนด์คุณเสียมูลค่า

ดังนั้นถ้าแฮนด์นั้นดีพอจะเล่น จง “Raise” ถ้าไม่ดีพอ จง “Fold” การ Limp จะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อ มีคน Limp มาก่อนหน้าแล้วเราอยากเข้าตามไปดูฟล็อป (Over-limping) เท่านั้น

 

#3 “Semi – Bluff” ให้หนัก เมื่อคุณมี Draw

การบลัฟแบบสุ่มสี่สุ่มห้าคือการเอาเงินไปทิ้ง วิธี Bluff ที่ฉลาดที่สุดคือ Bluff เมื่อไพ่ในมือคุณยังมีสิทธิ์ชนะได้ เช่น Flush Draw หรือ Straight Draw ที่เราเรียกว่า Semi-bluff ถ้าเขาหมอบเราก็จะได้ take pot เลย แต่ถ้าเขา Call เรายังมีโอกาสจั่วติดกินคำโตใน Turn หรือ River

 

#4 Fast – Play เมื่อมีแฮนด์แข็งแรง เพื่อสร้างพอทและทำเงินให้มากที่สุด

การ Slow-play บ่อยเกินไปเพราะกลัวคู่แข่งหมอบคือความผิดพลาดมหาศาล ส่วนใหญ่แล้วคุณควร Bet Strong Hand ทันทีเพื่อปั้นพอทและปกป้อง Equity ของตัวเอง เพราะการทำให้เขา Fold ไปตอนที่ Hand เราชนะ ดีกว่าการปล่อยให้เขาจั่วฟรีมาชนะเราในตอนจบ

 

#5 ป้องกัน Big Blind ด้วย Range ที่เหมาะสม

ตำแหน่ง Big Blind (BB) มีความได้เปรียบในเชิงกลยุทธ์เนื่องจากคุณได้ลงทุน 1 BB ลงใน Pot ไปแล้วก่อนเริ่มเกม ส่งผลให้เมื่อเผชิญกับการ Raise คุณจะมี Pot Odds ที่ดีกว่าตำแหน่งอื่น (เปรียบเสมือนการได้รับส่วนลดในการ Call) ประกอบกับการเป็นตำแหน่งสุดท้ายที่จะได้ตัดสินใจในรอบ Preflop คุณจึงสามารถ Call ด้วย Range ของไพ่ที่กว้างกว่าปกติได้อย่างสมเหตุสมผล

4 ข้อหลักๆ ในการกำหนดความกว้างของ Range เพื่อป้องกัน Big Blind:

– Position ของผู้ Raise
ควรเล่นแบบรัดกุม (Tight) เมื่อเผชิญกับการ Raise จากตำแหน่งต้นโต๊ะ (Early Position) และเล่นแบบกว้างขึ้น (Loose) เมื่อเป็นการ Raise จากตำแหน่งท้ายโต๊ะ

– จำนวนผู้เล่นใน Hand
หากมีผู้เล่น Call มาแล้วตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ควรจำกัด Range ให้รัดกุมขึ้น โดยเลือกเฉพาะไพ่ที่เล่นได้ดีใน Multiway Pot เท่านั้น

– ขนาดของการ Raise
ยิ่งคู่แข่งใช้ Bet Sizing ใหญ่ คุณยิ่งต้องปรับ Range การ Call ให้แคบลงตามหลักความสัมพันธ์ของ Pot Odds

– ขนาดของ Stack
ในขณะที่ Stack เหลือจำกัด (Short Stack) ควรลดการเล่นไพ่กลุ่ม Speculative และให้ความสำคัญกับแฮนด์ที่มี High Card Strength แทน

นอกจากนี้เรายังควรดูปัจจัยอื่นๆ เช่น ความถี่ในการ Continuation Bet ของคู่แข่ง เพื่อตัดสินใจว่าจะรักษา Equity ของไพ่ในมือไว้ได้ดีเพียงใดในรอบ Post-flop

 

#6. เมื่อไม่แน่ใจ “Fold” คือคำตอบที่ถูกเสมอ

ความแตกต่างระหว่างผู้เล่นมือสมัครเล่นกับมืออาชีพ คือความสามารถในการหล้าหมอบ Hand อย่าง Top Pair ในจังหวะที่วิเคราะห์แล้วว่าตัวเองกำลังตามหลังอยู่ แม้ฟังดูเป็นเรื่องง่าย แต่ในทางปฏิบัติทำได้ยาก

การ Call บ่อยเกินไปในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม คือสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้ขาดทุนรองจากการBluff มั่ว ดังนั้นเมื่อไหร่ที่คุณเริ่มลังเลและไม่แน่ใจระหว่างการ Call หรือ Fold ต่อการ Bet หรือ Raise หนักๆ การตัดสินใจ Fold จะเป็น Choice ที่ดีที่สุดของคุณเสมอ

 

#7 โจมตีทันทีเมื่อคู่แข่งโชว์ความอ่อนแอ

คนส่วนใหญ่เวลาเช็ก (Check) มักจะมีแฮนด์ที่ไม่แข็งแรงพอจะคอลการเบตหนักๆ ได้ ถ้าคู่แข่งเช็กทั้ฟล็อปและเทิร์น นั่นคือสัญญาณไฟเขียวให้คุณ “จิ้มบลัฟ” ได้ทันที แม้ในมือคุณจะไม่มีอะไรเลยก็ตาม (Pure Bluff) โดยเฉพาะถ้าคุณมีบล็อกเกอร์ที่ขวางทางไพ่แข็งของเขาอยู่

ผู้เล่นส่วนใหญ่มักไม่ค่อยเช็ก (Check) ด้วยแฮนด์ที่แข็งแรงพอจะคอลการเดิมพันหนักๆ

 

#8 “เล่นเพื่อสะสมชิป” ไม่ใช่ “เล่นเพื่ออยู่รอด”

ข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดในทัวร์ฯ คือการเล่นแบบกลัวตกรอบตั้งแต่ช่วงแรก จำไว้ว่าถ้าจะเข้าเงิน (ITM) คุณต้องเบิ้ลชิปให้ได้หลายเท่า ดังนั้นในช่วงต้นที่คุณยังมีสแต็กหนา จงเล่นให้ดุดันเพื่อปั้นกองชิปให้ใหญ่พอสำหรับการกดดันในช่วงท้าย

 

#9 เล่นเมื่อ “อยากเล่น” เท่านั้น

โป๊กเกอร์ควรเป็นประสบการณ์ที่สนุก ไม่ว่าคุณจะเล่นเป็นงานอดิเรกหรือเป็นมืออาชีพ คุณจะทำผลงานได้ดีที่สุดเมื่อมีความสุข ดังนั้นมันจึงสมเหตุสมผลที่คุณควรเล่นเกมที่ต้องใช้พลังสมองอย่างหนักนี้เฉพาะตอนที่คุณรู้สึกพร้อมเท่านั้น

หากคุณเริ่มรู้สึกถึงความหงุดหงิด (Tilt) ,เหนื่อยล้า  หรือโมโห คุณควรหยุดเซสชันนั้นทันที การฝืนเล่นในสภาพที่จิตใจไม่อยู่กับร่องกับรอยจะทำให้คุณเสียเงินมากกว่าเดิมหลายเท่า

 

#10 เลือกเล่นเฉพาะในเกมที่ดีเท่านั้น (Good Games)

“If you can’t spot the sucker in your first half hour at the table, then you are the sucker.”

คำพูดนี้ยังคงเป็นความจริงเสมอเหมือนที่ Mike McDermott (Matt Damon) เคยพูดไว้ในหนังเรื่อง Rounders หากคุณต้องการเล่นโป๊กเกอร์ให้ชนะ คุณต้องเล่นกับผู้เล่นที่อ่อนกว่าตัวเอง

ถ้าคุณเป็นผู้เล่นที่เก่งที่สุดอันดับ 9 ของโลก คุณย่อมเก่งที่สุดในเกือบทุกโต๊ะที่ไปนั่ง แต่ถ้าคุณดันไปนั่งร่วมโต๊ะกับผู้เล่น 8 คนที่เก่งกว่าคุณ คุณจะกลายเป็นเหยื่อทันที คุณควรพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีโอกาสชนะมากที่สุดเสมอ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการทิ้ง “อีโก้” ไว้หน้าประตูก่อนเริ่มเล่นถึงสำคัญมาก

โดยพื้นฐานแล้ว คุณต้องเก่งกว่าผู้เล่นเกินครึ่งโต๊ะหากต้องการมีอัตราการชนะ (Win-rate) เป็นบวก และถ้าอยากทำกำไรมหาศาล คุณต้องหาทางเล่นกับผู้เล่นที่ฝีมือแย่ที่สุดเท่าที่จะหาได้ นี่คือ Checklist สำหรับการดูว่าเกมนั้นดีหรือไม่

– มีผู้เล่นอย่างน้อยหนึ่งคน Limp เป็นประจำ มีพอทประเภท Multiway (เล่นหลายคน) เกิดขึ้นบ่อย

– การ Re-raise เกิดขึ้นน้อยมาก หรือไม่ก็บ่อยจนผิดปกติ

 

ถ้าเกมที่คุณเล่นอยู่มีครบ 2 ใน 3 ข้อนี้ ถือว่าคุณอยู่ในจุดที่ทำเงินได้ดีมาก แต่ถ้าไม่เข้าข่ายเลยสักข้อ จงลุกออกไปหาโต๊ะอื่นที่ทำกำไรได้มากกว่า (ยกเว้นว่าคุณอยากจะลองทดสอบฝีมือตัวเอง)



Share to

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทัวร์นาเมนต์ล่าสุด