3-Bet คือการรีเรซ (Re-raise) พรีฟลอปในพ็อตที่มีผู้เล่นเปิดเรซมาก่อนแล้ว
เป้าหมายของการ 3-Bet มี 2 อย่างหลัก ๆ คือ
- ดึง Value เมื่อคู่ต่อสู้คอล
- ปฏิเสธ Equity ของคู่ต่อสู้เมื่อพวกเขาหมอบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกม Heads-Up การเลือกสร้าง Range สำหรับ 3-Bet อย่างถูกต้องถือว่าสำคัญมาก เพราะเมื่อเรา 3-Bet แล้วถูกคอล เราต้องเล่นไพ่นั้นต่อ นอกตำแหน่ง (OOP – Out of Position) ซึ่งเป็นจุดเสียเปรียบ ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงการรีเรซด้วยไพ่ที่เล่นยากเมื่อเจอสถานการณ์ OOP หลังฟลอป
ในเกม Heads-Up การปรับตัวและอ่านการกระทำของคู่ต่อสู้คือหัวใจสำคัญ ดังนั้นการสร้างกลยุทธ์ 3-Bet ที่ดีจึงเป็น “อาวุธหลัก” สำหรับการต่อกรกับคู่แข่ง
การสร้าง Range และความถี่ในการ 3-Bet
เพราะการเล่น Heads-Up ต้องอาศัยการปรับตัวตามคู่ต่อสู้อยู่เสมอ Range ของการ 3-Bet รวมถึงความถี่ในการใช้ จะต้องเปลี่ยนแปลงตามสไตล์ของคู่แข่งด้วย
แม้จะไม่มี Range ที่ “เพอร์เฟกต์” ตายตัว แต่ก็สามารถวางหลักการไว้สำหรับการเล่นที่ยังไม่รู้ข้อมูลคู่แข่ง (Read-less Play)
ขนาดการ 3-Bet (Sizing):
จุดเริ่มต้นที่ดีคือการรีเรซเป็นขนาด “พ็อต + 1–2 บิ๊กบลายด์” เช่น
- เจอ Min Raise → 3-Bet เป็น 8BB
- เจอ 2.5x Raise → 3-Bet เป็น 9BB
- เจอ 3x Raise → 3-Bet เป็น 10BB
วิธีนี้จะป้องกันไม่ให้คู่ต่อสู้เห็นฟลอปได้ถูกเกินไป อีกทั้งยังดึง Value ได้เมื่อเราได้คอลด้วยไพ่แข็งแรง
Range พื้นฐาน:
เริ่มต้นจาก “Value Hands ที่ต้องเล่น” (ประมาณ 11% ของไพ่ทั้งหมด)
อย่างไรก็ตาม Range ไม่ได้วัดกันแค่ Equity เพียว ๆ ตัวอย่างเช่น Suited Connectors อย่าง 87s, 76s ถูกเลือกมากกว่า ATo เพราะเล่นได้ดีกว่าเมื่อเจอ OOP หลังฟลอป
ข้อดีอีกอย่างของการใส่ไพ่พวกนี้ใน Range คือช่วยให้ Range เรามี “Board Coverage” ครอบคลุม Texture ของบอร์ดหลากหลาย
การปรับตัว (Adjustments)
การสร้างกลยุทธ์ 3-Bet ต้องปรับไปตามแนวโน้มของคู่ต่อสู้ด้วย
- ถ้า Range แคบเกินไป → จะถูกอ่านง่าย คู่แข่งสามารถหมอบหมด ยกเว้นไพ่แข็ง
- ถ้า Range กว้างเกินไป → จะถูก Exploit ได้ง่าย คู่แข่งสามารถคอลหรือ 4-Bet กว้างขึ้น
ตัวอย่างการปรับตัว:
- ถ้าคู่แข่งเปิดไพ่บนบัตตันบ่อย → ขยาย Range 3-Bet ให้กว้างขึ้น ใส่ Bluff บ้าง เพื่อป้องกันการโดนขโมยบลายด์
- ถ้าคู่แข่งคอล 3-Bet บ่อย → ปรับ Range ให้เน้น Value Hands มากขึ้น
- ถ้าคู่แข่งเปิดไพ่น้อย (Range แคบและแข็ง) → เน้น 3-Bet เฉพาะไพ่ Value ที่แข็งจริง ๆ
การปรับขนาด (Sizing):
- ถ้าคู่แข่งชอบหมอบบ่อย → ลดขนาด 3-Bet เพื่อให้ Bluff คุ้มกว่า
- ถ้าคู่แข่งไม่ชอบหมอบ → เพิ่มขนาด 3-Bet และเล่นเฉพาะ Value
Merged Range vs Polarized Range
- Merged Range: เน้นไพ่ Value + กลาง ๆ + Fringe Hands (เช่น Suited Connectors, A5s) ใช้กับคู่แข่งที่เล่น Loose ต่อ 3-Bet เพราะไพ่เหล่านี้สามารถทำ Value ได้แม้จะไม่ใช่พรีเมียม
- Polarized Range: รวมทั้ง Value Hands ที่แข็ง และ Bluff ชัดเจน เหมาะกับคู่แข่งที่หมอบต่อ 3-Bet บ่อย
บทสรุป
Heads-Up No Limit เป็นเกมที่ Dynamic และเต็มไปด้วยการปรับตัว การเล่นพ็อตที่เริ่มจาก 3-Bet เป็นหนึ่งในจุดที่พบได้บ่อยและสำคัญที่สุด
ดังนั้นการเข้าใจวิธีสร้าง 3-Bet Range ที่ถูกต้อง ถือเป็น “พื้นฐานบังคับ” สำหรับใครที่อยากชนะในเกม Heads-Up No Limit อย่างจริงจัง